ช้อปปิ้งญี่ปุ่นปลอดภาษีเปลี่ยนเป็นระบบคืนภาษี 1 พ.ย. 2569 สรุปกฎก่อนและหลังวันนั้น ขั้นตอนที่ร้านและที่สนามบิน กรณีของสิ้นเปลืองที่แกะใช้ไปแล้ว
ใครที่วางแผนช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่นช่วงปลายปี 2569 เป็นต้นไป มีเรื่องสำคัญต้องรู้ก่อนเดินทาง เพราะระบบปลอดภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังจะเปลี่ยนวิธีทำงานทั้งหมด
จากเดิมที่ได้ราคาปลอดภาษีทันทีตอนจ่ายเงินที่ร้าน จะกลายเป็นต้องจ่ายเต็มราคาก่อน แล้วไปขอคืนภาษีตอนออกจากประเทศแทน การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกับการขายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป เป็นกฎหมายภาษีที่ผ่านสภาแล้วจริง
บทความนี้เลยขอสรุปให้ชัดว่าทริปก่อนวันนั้นกับทริปหลังวันนั้นต้องทำตัวต่างกันยังไง และทั้งที่ร้านกับที่สนามบินต้องเตรียมอะไรบ้าง ใครอยากให้จัดการทริปช้อปปิ้งญี่ปุ่นให้ครบจบในทริปเดียว ลองดูทัวร์ญี่ปุ่นของ TDTได้เลย

ถ้าทริปของใครอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ระบบที่ใช้อยู่ตอนนี้ยังเป็นแบบเดิมทุกอย่าง คือโชว์พาสปอร์ตที่ร้าน ซื้อครบตามเงื่อนไข แล้วจ่ายเป็นราคาปลอดภาษีทันทีที่แคชเชียร์ ไม่ต้องรอคืนเงินทีหลัง
สินค้าแบ่งเป็นสองกลุ่มที่กฎไม่เหมือนกัน กลุ่มแรกคือสินค้าทั่วไปอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า กระเป๋า เสื้อผ้า ซื้อรวมกันที่ร้านเดียวกันวันเดียวกันตั้งแต่ 5,000 เยนขึ้นไปก็ปลอดภาษีได้ ไม่มีเพดานบน และใช้งานในญี่ปุ่นก่อนกลับได้เลยไม่มีปัญหา
กลุ่มที่สองคือของสิ้นเปลืองอย่างอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง ต้องซื้อรวมกันตั้งแต่ 5,000 ถึง 500,000 เยน ร้านต้องห่อใส่ถุงปิดผนึกพิเศษที่เห็นได้ชัดว่าเปิดหรือยัง ห้ามเปิดหรือกินใช้ในญี่ปุ่นเด็ดขาด
ถ้าเปิดถุงหรือกินไปแม้แต่นิดเดียว ตอนออกนอกประเทศศุลกากรมีสิทธิ์เรียกเก็บภาษีที่เคยได้รับการยกเว้นคืนได้ทันที
นี่คือใจความหลักของการเปลี่ยนแปลง หลังวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ร้านค้าจะขายสินค้าปลอดภาษีทุกชิ้นในราคาที่รวมภาษีบริโภคเต็มจำนวนตั้งแต่แคชเชียร์ ไม่มีราคาพิเศษให้เห็นตอนจ่ายเงินอีกแล้ว
เงินภาษีจะได้คืนก็ต่อเมื่อศุลกากรที่สนามบินหรือท่าเรือยืนยันแล้วว่านำสินค้าออกนอกประเทศจริง เงื่อนไขสำคัญคือต้องผ่านการตรวจนี้ภายใน 90 วันนับจากวันที่ซื้อ
ถ้าซื้อวันที่ 1 ตุลาคมแล้วผ่านการตรวจวันที่ 1 ธันวาคม ถือว่าทันเวลาเพราะยังไม่เกิน 90 วัน แต่ถ้าซื้อวันที่ 1 สิงหาคมแล้วเพิ่งไปตรวจวันที่ 1 ธันวาคม จะเกินกำหนดและไม่ได้เงินคืนสำหรับใบเสร็จนั้น
อีกจุดที่ต้องระวังคือการตรวจนับเป็นชุดต่อใบเสร็จ ถ้าซื้อของหลายชิ้นในใบเสร็จเดียวแล้วพกไปสนามบินไม่ครบแม้แต่ชิ้นเดียว สินค้าที่เหลือในใบเสร็จนั้นทั้งหมดจะพลอยไม่ได้รับการยืนยันและไม่ได้เงินคืนไปด้วย
ข่าวดีคือการแบ่งสินค้าทั่วไปกับของสิ้นเปลืองจะถูกยกเลิก พร้อมกับเพดานซื้อของสิ้นเปลือง 500,000 เยนและการห่อปิดผนึกพิเศษ ทำให้ซื้อของกินของใช้ได้สะดวกขึ้นมาก
แต่กฎเรื่องห้ามบริโภคก่อนออกนอกประเทศยังเหมือนเดิมในทางปฏิบัติ ถ้ากินหรือใช้ของสิ้นเปลืองไปแล้วแม้แต่บางส่วน จะไม่สามารถผ่านเครื่องตรวจแบบปกติได้ ต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่เคาน์เตอร์แทนว่ากินไปแล้ว

โชว์พาสปอร์ตให้พนักงานเหมือนเดิม แต่จ่ายเงินเต็มราคารวมภาษี เก็บใบเสร็จการซื้อทุกใบไว้ให้ดี เพราะการตรวจที่สนามบินอ้างอิงจากใบเสร็จแต่ละใบ
ถ้าซื้อสินค้าราคาตั้งแต่ 1,000,000 เยนขึ้นไปก่อนภาษี เช่นนาฬิกาหรูหรือกระเป๋าแบรนด์เนมชิ้นใหญ่ ร้านต้องส่งข้อมูลระบุตัวสินค้าอย่างหมายเลขซีเรียล แบรนด์ และรุ่นให้กรมสรรพากรด้วย
ทางที่ดีให้เก็บใบรับประกันหรือใบรับรองของสินค้าชิ้นนั้นติดตัวไปด้วย เพราะศุลกากรอาจขอดูตอนตรวจยืนยัน
ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือต้องผ่านเครื่องยืนยันการนำสินค้าออกนอกประเทศ ก่อนเอากระเป๋าไปเช็คอินโหลดใต้เครื่องเสมอ เครื่องนี้ตั้งอยู่ในโซนทั่วไปของอาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ก่อนถึงเคาน์เตอร์โหลดกระเป๋า
สแกนพาสปอร์ตแล้วรอผลไม่กี่วินาที ถ้าเครื่องขึ้นไฟเขียวก็จบขั้นตอนได้เลย แต่ถ้าขึ้นไฟแดงต้องเอาสินค้าที่ซื้อไปให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจดูจริง
จุดที่พลาดแล้วแก้ไม่ได้คือถ้าโหลดกระเป๋าที่มีสินค้าปลอดภาษีเข้าไปในระบบสายการบินไปแล้ว จะดึงกระเป๋ากลับมาทำขั้นตอนนี้ไม่ได้อีกเลย
เพราะฉะนั้นควรไปถึงสนามบินให้เผื่อเวลาไว้เยอะหน่อย และทำขั้นตอนนี้ให้เสร็จก่อนแถวเช็คอินเสมอ
สนามบินที่คนใช้เยอะอย่างนาริตะ ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ฟุกุโอกะ นิวชิโตเสะ และนาฮะ มีอีกทางเลือกคือทำออนไลน์ผ่าน Visit Japan Web โดยต่อไวไฟเฉพาะของขั้นตอนนี้ในโถงขาออก ก่อนถึงจุดตรวจความปลอดภัย

กรณีที่พบบ่อยที่สุดคือซื้อของกินของใช้มาแล้วแกะกินหรือใช้ไปก่อนออกนอกประเทศ ทั้งในระบบเดิมและระบบใหม่ ถ้าบริโภคของสิ้นเปลืองไปแม้แต่บางส่วน จะไม่สามารถผ่านการตรวจแบบยืนยันส่งออกได้
ต้องไปบอกเจ้าหน้าที่ตรงๆ ว่ากินไปแล้ว ระบบเดิมจะเก็บภาษีที่เคยยกเว้นคืนทันทีที่จุดตรวจ ส่วนในระบบใหม่ ร้านจะไม่คืนเงินภาษีสำหรับชิ้นนั้น เพราะจ่ายเต็มราคาไปตั้งแต่ตอนซื้อแล้ว
ส่วนกรณีที่ศุลกากรยืนยันแล้วว่าสินค้าจะถูกนำออกนอกประเทศ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ส่งออกจริง เช่นเปลี่ยนใจทิ้งไว้ในญี่ปุ่น กฎหมายกำหนดให้เรียกเก็บภาษีที่เคยได้รับการยกเว้นคืนเต็มจำนวน และยังเข้าข่ายมีบทลงโทษตามกฎหมายด้วย

มีอีกเรื่องที่คนสับสนกับเรื่องนี้บ่อยคือภาษีนักท่องเที่ยวขาออกของญี่ปุ่น เป็นค่าธรรมเนียมที่เก็บจากผู้โดยสารทุกคนตอนออกจากญี่ปุ่นทางเครื่องบินหรือเรือ บวกรวมอยู่ในราคาตั๋วอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับว่าซื้อของหรือเปล่า
ภาษีตัวนี้ปรับขึ้นจาก 1,000 เยนเป็น 3,000 เยนต่อการออกนอกประเทศหนึ่งครั้ง มีผลกับการเดินทางตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งตอนนี้บังคับใช้จริงแล้ว มีข้อยกเว้นให้ตั๋วบางประเภทที่ทำสัญญาซื้อไว้ก่อนวันนั้นยังใช้อัตราเดิม
เก็บใบเสร็จทุกใบแยกไว้ไม่ให้หาย เพราะหลัง 1 พ.ย. 2569 การตรวจอ้างอิงเป็นรายใบเสร็จ ใบเสร็จหายเท่ากับเสี่ยงไม่ได้เงินคืนทั้งใบ ทางที่ดีเก็บใส่ซองเดียวกับพาสปอร์ตไว้เลยจะได้ไม่ลืม
วางแผนซื้อของสิ้นเปลืองให้พอดีกับวันเดินทางกลับ ของกินของใช้ที่ตั้งใจแกะกินระหว่างทริปให้ซื้อแยกจากของที่ตั้งใจเอากลับไปขอคืนภาษี จะได้ไม่ต้องมานั่งแยกทีหลังว่าชิ้นไหนกินไปแล้วชิ้นไหนยังไม่แกะ
ไปสนามบินให้เผื่อเวลาไว้เยอะกว่าปกติ โดยเฉพาะทริปที่ซื้อของเยอะ เพราะขั้นตอนยืนยันการส่งออกต้องทำก่อนเช็คอินโหลดกระเป๋าเสมอ ถ้าไปสายจนต้องรีบโหลดกระเป๋าก่อน จะพลาดเงินคืนไปฟรีๆ
ของแบรนด์เนมราคาสูงให้เก็บใบรับประกันติดตัว โดยเฉพาะนาฬิกาหรือกระเป๋าราคาเกินหลักล้านเยน เผื่อศุลกากรขอดูตอนตรวจยืนยัน
เช็กว่าสนามบินที่จะบินออกมีระบบไหนบ้าง ทางเลือกทำผ่าน Visit Japan Web มีเฉพาะ 7 สนามบินที่คนใช้เยอะ ถ้าบินออกจากสนามบินอื่นให้เผื่อเวลาต่อคิวที่เครื่องตรวจไว้ด้วย
ใครยังเลือกเมืองไม่ได้ ลองอ่านเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก เลือกเมืองไหนดีก่อนได้เลย
ส่วนใครเพิ่งเริ่มวางงบทริปอยู่ ลองดูราคาทริปฮอกไกโดต้องเตรียมเท่าไหร่ประกอบการตั้งงบช้อปปิ้งไปด้วยเลย
ถ้าอยากให้มีคนช่วยจัดคิวช้อปปิ้งให้ลงตัวกับที่เที่ยวในทริปเดียวกัน ลองดูแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นของ TDTไว้เป็นตัวเลือกได้

เริ่มกับการขายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ตามกฎหมายภาษีที่ผ่านสภาแล้ว ก่อนวันนั้นยังใช้ระบบเดิมคือได้ราคาปลอดภาษีทันทีที่ร้าน
ระบบที่ใช้ขึ้นอยู่กับวันที่ซื้อ ไม่ใช่วันที่บินกลับ ถ้าซื้อก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะได้ราคาปลอดภาษีทันทีตามระบบเดิม แม้เที่ยวบินกลับจะอยู่หลังวันนั้นก็ตาม
ยังอยู่ที่ 5,000 เยนต่อร้านต่อวันเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือหลัง 1 พ.ย. 2569 จะนับรวมสินค้าทุกประเภทเป็นยอดเดียวกัน ไม่ต้องแยกคำนวณระหว่างสินค้าทั่วไปกับของสิ้นเปลืองอีกต่อไป
แก้ไม่ได้ กระเป๋าที่โหลดเข้าระบบสายการบินไปแล้วดึงกลับมาทำขั้นตอนนี้ไม่ได้อีก ทางเดียวคือไปถึงสนามบินให้เผื่อเวลาไว้เยอะ และทำขั้นตอนยืนยันการส่งออกให้เสร็จก่อนเข้าแถวเช็คอินเสมอ
ไม่เกี่ยวกัน เป็นคนละภาษีกัน ค่าธรรมเนียมนี้เก็บจากผู้โดยสารทุกคนตอนออกนอกประเทศบวกในราคาตั๋วอยู่แล้ว ไม่ว่าจะซื้อของปลอดภาษีหรือไม่ก็ตาม และปรับขึ้นจาก 1,000 เป็น 3,000 เยนไปแล้วตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569
พวกเราจัดทริปญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำทุกซีซัน ทั้งโตเกียวช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เส้นโอซาก้า เกียวโต คานาซาวะ โทยามะ ชิราคาวะโกะ ไปจนถึงฮอกไกโดช่วงหิมะแรกของปี แต่ละทริปเราวางเวลาช้อปปิ้งให้พอดีกับที่เที่ยว ไม่ต้องรีบจนพลาดขั้นตอนที่สนามบินตอนขากลับ
ทักมาคุยกับพวกเราได้เลย บอกแค่ว่าอยากไปญี่ปุ่นช่วงไหนและสนใจเมืองไหนเป็นพิเศษ เดี๋ยวพวกเราช่วยจัดเส้นทางและเวลาช้อปปิ้งให้ลงตัวทั้งทริป
ทีมงานพร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการเดินทาง